11 เมษายน 2562 รายงานพิเศษ : บูรณาการแก้ปัญหาน้ำด้วย‘บางระกำโมเดล’

ที่มา: https://www.naewna.com/local/407261

เดิมนั้นฤดูนาปี กว่าจะได้เริ่มทำนาต้องรอน้ำฝน เดือนพฤษภาคม หรือ มิถุนายน เพาะปลูกไปแล้วฝนทิ้งช่วงเกิดความเสียหาย เมื่อใกล้จะเก็บเกี่ยวผลผลิตประมาณเดือนสิงหาคม หรือ กันยายน น้ำหลากมาท่วมเสียหาย พอมาถึงฤดูนาปรัง เกษตรกรจะทำนาได้บางพื้นที่ที่มีที่นาอยู่ใกล้แหล่งน้ำหรือมีบ่อบาดาล แต่ทำนาไปแล้วก็มีความเสี่ยงน้ำไม่พอ สรุปคือ ก่อนมีโครงการบางระกำโมเดล พื้นที่ลุ่มต่ำทุ่งบางระกำ อาชีพทำนามีแต่ความเสี่ยงเกิดความเสียหายทั้งอุทกภัยและภัยแล้ง”โครงการบางระกำโมเดล” ดำเนินการครั้งแรกปี 2560 ช่วงที่พล.อ.ฉัตรชัยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์สั่งกรมชลประทาน บูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 23 หน่วยงาน และกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ลุ่มต่ำบางระกำวางแผนปลูกพืชบริหารจัดการน้ำในรูปแบบประชารัฐ ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมน้อมนำ “ศาสตร์พระราชา” เรื่องแก้มลิงมาใช้ป้องกันแก้ปัญหาน้ำท่วม ครั้งนั้นใช้ชื่อโครงการเป็นทางการว่า “โครงการบริหารจัดการน้ำแบบประชาชนมีส่วนร่วม พื้นที่ทุ่งหน่วงน้ำบางระกำ” หรือ“โครงการบางระกำโมเดล 60” โดยปรับเปลี่ยนปฏิทินทำนาปีของเกษตรกรในทุ่งบางระกำ ซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำของลุ่มแม่น้ำยมที่ประสบปัญหาน้ำท่วมเป็นประจำครอบคลุม 2 จังหวัด คือ พิษณุโลกและสุโขทัย พื้นที่รวม 265,000 ไร่ ให้เพาะปลูกข้าว และเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ทันก่อนฤดูน้ำหลาก เพื่อใช้ทุ่งนาเก็บเกี่ยวแล้วเป็นพื้นที่รับน้ำหลากจากแม่น้ำยม ตัดปริมาณน้ำส่วนเกินออกจากลำน้ำยม ทำให้น้ำไม่เอ่อท่วมเขตชุมชนและสถานที่ราชการจังหวัดสุโขทัย จากความสำเร็จของโครงการบางระกำโมเดล 60 กรมชลประทานขยายผลดำเนินงานโครงการปี 2561 ต่อเนื่องปี 2562 โดยปี 2561 ขยายพื้นที่โครงการเพิ่มจากเดิม 265,000 ไร่ เป็น 382,000 ไร่ รองรับปริมาณน้ำได้มากกว่า 550 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) จากเดิมรับน้ำได้เพียง 400 ล้าน ลบ.ม. ส่วนการดำเนินโครงการปี 2562 ยังมีพื้นที่ดำเนินการเท่ากับปี 2561 เนื่องจากเต็มศักยภาพแล้ว แต่จะเพิ่มประสิทธิภาพบริหารจัดการให้ดียิ่งขึ้น เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการ หลังดำเนินโครงการบางระกำโมเดล ทำให้มีความมั่นคงเรื่องน้ำทำนาทั้ง 2 ฤดู โดยฤดูนาปีได้ทำนาตั้งแต่เดือนเมษายน และเก็บเกี่ยวผลผลิตเสร็จก่อนมีน้ำหลากมาโดยไม่เกิดความเสียหาย และฤดูนาปรังมีน้ำให้ทำนาเต็มพื้นที่ นอกจากนี้ ฤดูน้ำหลากเดือนสิงหาคม-ตุลาคม เกษตรกรยังพลิกวิกฤติเป็นโอกาส โดยทำประมงเป็นอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ ที่สำคัญช่วยลดต้นทุนการผลิต จากการที่น้ำท่วมที่นาเป็นการเพิ่มธาตุอาหารในดินลดการใช้ปุ๋ย และยังช่วยทำลาย วัชพืช ข้าวดีด โรค และแมลงศัตรูพืช ลดใช้สารเคมี ดังนั้น จึงต้องการให้รัฐบาลดำเนินโครงการอย่างต่อเนื่อง อธิบดีกรมชลประทานกล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการบางระกำโมเดล เป็นการปรับเปลี่ยนปฏิทินทำนาปีของเกษตรกรพื้นที่ทุ่งบางระกำ ลดความเสี่ยงผลผลิตข้าวเสียหายจากน้ำท่วม ภาครัฐได้ประโยชน์ที่ประหยัดงบประมาณจ่ายชดเชยความเสียหายจากน้ำท่วม ที่สำคัญหลังเกษตรกรเก็บเกี่ยวผลผลิต ยังใช้เป็นแก้มลิงธรรมชาติรับน้ำฤดูน้ำหลาก เป็นการหน่วงน้ำไม่ให้กระทบลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างอีกด้วย พื้นที่ลุ่มน้ำยม เป็นเพียงลุ่มน้ำเดียวของลุ่มน้ำสาขาลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่ยังไม่มีเขื่อนขนาดใหญ่เก็บกักน้ำ ทำให้ช่วงฤดูน้ำหลากเกิดน้ำท่วมที่ลุ่มต่ำของลุ่มน้ำยม ในจ.พิษณุโลกและสุโขทัยเป็นประจำ รวมทั้งส่งผลให้พื้นที่ลุ่มต่ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาได้รับผลกระทบไปด้วย ดังนั้น ระหว่างรอโครงการชลประทานขนาดใหญ่และสำคัญในอนาคต รัฐบาลจึงจัดทำโครงการบางระกำโมเดลขึ้น เพื่อบรรเทาปัญหาที่เกิดขึ้น”อธิบดีกรมชลประทานกล่าว

สำหรับการบริหารจัดการน้ำทุ่งบางระกำ ในปี 2562 นั้น กรมชลประทานวางแผนเตรียมส่งน้ำเข้าระบบคลองตั้งแต่วันที่ 15-31 มีนาคม และส่งน้ำให้เกษตรกรเริ่มเพาะปลูกพืชฤดูฝนได้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน สิ้นสุดการส่งน้ำวันที่ 31 กรกฎาคม จากนั้นตั้งแต่เดือนสิงหาคม – พฤศจิกายนเป็นช่วงหน่วงน้ำในพื้นที่ลุ่มต่ำ เตรียมพื้นที่รองรับปริมาณน้ำหลากจากอุทกภัยลุ่มน้ำยมและลุ่มน้ำสาขา รวมทั้งปริมาณน้ำจากฝนตกในพื้นที่ โดยช่วงฤดูน้ำหลากนั้น กรมชลประทานบริหารจัดการน้ำในพื้นที่โครงการบางระกำโมเดลด้วยการเพิ่มการระบายน้ำในแม่น้ำยมด้วยการผันน้ำลงแม่น้ำน่านและแม่น้ำยมสายเก่า พร่องน้ำเหนือประตูระบายน้ำระดับที่ต่ำกว่าระดับวิกฤติ 2-3 เมตร เพื่อรองรับปริมาณน้ำที่จะผันมาจากแม่น้ำยมผ่านประตูระบายน้ำบ้านหาดสะพานจันทร์ อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย หากเกิดกรณีวิกฤติปริมาณน้ำมากเกินกว่าความสามารถการระบายที่จะผ่านแม่น้ำยม ในเขตอ.เมืองสุโขทัย จะใช้พื้นที่ลุ่มต่ำในโครงการบางระกำโมเดลรับน้ำหลาก ป้องกันอุทกภัยเขตชุมชนเมืองสุโขทัย ซึ่งรองรับได้ประมาณ 550 ล้าน ลบ.ม. หลังพ้นฤดูน้ำหลาก ตั้งแต่วันที่ 1-30 พฤศจิกายน 2562 ก็จะระบายน้ำออกจากพื้นที่ลุ่มต่ำ เพื่อให้เกษตรกรเริ่มปลูกข้าวนาปรัง นอกจากนี้จากความสำเร็จโครงการบางระกำโมเดลช่วงที่ผ่านมาจึงขยายผลดำเนินการใน 12 ทุ่งลุ่มเจ้าพระยาตอนล่างใต้ จังหวัดนครสวรรค์ งประกอบด้วยทุ่งเชียงราก จังหวัดสิงห์บุรี ทุ่งฝั่งซ้ายคลองชัยนาท-ป่าสัก ทุ่งท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี ทุ่งบางกุ่ม ทุ่งบางกุ้ง ทุ่งป่าโมก จังหวัดอ่างทอง ทุ่งผักไห่ ทุ่งเจ้าเจ็ด ทุ่งพระยาบรรลือ ทุ่งโพธิ์พระยา ทุ่งบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และทุ่งรังสิตใต้ จังหวัดปทุมธานี รวมพื้นที่ 1.15 ล้านไร่น้ำหลากได้ 1,533 ล้าน ลบ.ม. โดยให้เกษตรเริ่มเพาะปลูกได้เดือนพฤษภาคม เก็บเกี่ยวเดือนกันยายน ก่อนใช้เป็นที่รับน้ำหลากเช่นเดียวกับทุ่งบางระกำ ทำให้รับน้ำหลากได้ถึง 2,033 ล้าน ลบ.ม. หรือเท่ากับปริมาณความจุของเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์รวมกัน